USA [5 Our Wendy's]

posted on 27 Jan 2010 16:33 by fwicked  in OuterSpace

"Good morning Branson"


เช้าวันแรกในเมืองนอกที่เป็นบ้านนอก   "ฮัดเช๊ยยยยยยยยยยย"
ลุกขึ้นตื่นด้วยอาการหวัดแดร๊กแต่เช้า  คนมานแพ้อากาศก็งี้
นั้นเพราะเมื่อวันก่อนที่เคยบ่นว่า  ร้อนเว้ยๆๆๆ  (จริงๆมันก็ไม่ได้ร้อนนักหรอก)
วันนี้ทำไมเสือกหนาวเย็นได้ขนาดนี้ว่ะ  หนาวซะจนปากสั่นหูกระดิกเป็นจังหวะๆ

ตอนนี้ทั้งเมืองยังไม่มีสีสันของต้นไม้ใบหญ้าเท่าไหร่เร้ย  มีแต่กิ่งก้านของต้นไม้
และดอกไม้บางชนิดที่ออกดอกในฤดูหนาว  ดูแล้วสวยมากเลย  เหมือนหิมะเกาะ



ว่าถึงเรื่องวันนี้  เหตุผลที่เราตื่นเช้ากันนั้นเพราะว่า.....จะไปโทรศัพท์กลับบ้าน
เราเกือบทุกคนมีบัตรโทรศัพท์สำหรับโทรกลับไทยไว้ครอบครอง (20$)
และนี่จะเป็นการโทรกลับบ้านครั้งแรกของอิช้านนนนนน  อุ๊ย..ตื่นเต้นน
ผิดกับฮันนี่บี  เพราะsheนั้นหาทางโทรทุกครั้งที่เครื่องบินลงแตะพื้น

เราลากสังขาลกันไปที่ปั้มน้ำมันข้างๆที่พักด้วยความยากลำบาก
ในขณะที่เพื่อนเราบางคนกลับแสดงอาการมั่นใจว่า "กูไม่หนาว"
มันบอกว่า...มานมาจากฟลอริด้าเลยยังปรับตัวไม่ได้  ดู๊ดู..ข้ออ้างในการแต่งตัว



กว่าเราจะโทรกลับบ้านได้เล่นเอาแทบหมดลม  โดยเฉพาะอิแก๊งค์ฟลอริด้า  ฮ่าๆๆ
ก็บอกแล้วว่าให้แต่งตัวหนาแน่นกานหน่อย  เปงไงล่ะไม่ยอมเชื่อเจ้
ปั้มน้ำมันหรือ gas stationแห่งนี้  มีมินิมาร์ทเล็กๆ และร้านพิซซ่าชื่อดังของที่นี้
นั้นคือ Papa John pizza หรือ "พ่อไอ้จอน" ที่เรามักเรียกกันจนติดปาก
(*** จอห์น เป็นชื่อเมเนเจอร์คนหนึ่งในเวนดี้  เราเลยให้เกียรติโดยการใช้ "ไอ้"นำหน้า)



ด้วยอากาศที่หนาวสุดใจ  เราเลยพากันไปหลบในมินิมาร์ทนั้นเอง  คนขายเปงป้าแก่ๆท่าทางใจดี
เราซื้อของกันคนละนิดคนละหน่อย  แล้วก็ชวนแกคุยหลายเรื่อง  โดยเฉพาะเรื่องหิมะจะตกมั้ย
การซื้อของในเมืองนอกมันเริ่ดตรงที่ใช้ถุงกระดาษ  เห็นในหนังมานานแล้ว  วันนี้ได้ซะที....จัดไป
(*** หลังจากนั้น คุณป้าคนนี้ก็เปงผู้รายงานสภาพอากาศกับเรา  ว่าเมื่อไหร่หิมะจะตก)

 

"Wendy's Restaurant"


เวนดี๊ๆๆๆๆ  ร้านอะไรกันน๊า  หลายๆคนอาจสงสัยกับชื่อๆนี้
จริงๆมันเป็นแค่ร้าน fast food ค่ะ เหมือน mc donald บ้านเรา
แรกๆเอฟก็สงสัยเหมือนกัน  แต่ด้วยเพราะรู้อยู่แล้วว่าขายเบอร์เกอร์
เรื่องที่สงสัยจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าขายอารัย  แต่สงสัยว่า "รสชาติมันจะเป็นยังไงน๊า"

กว่ามะขิ่นจะมารับเราไปเวนดี้  ก็ปาไปบ่าย 2-3 ไหนว่าเที่ยงๆไงว่ะ
เราไปนั่งเวนดี้ในเวลาไม่กี่นาที   เพราะใกล้หากได้นั่งรถ  และไกลนิดๆถ้าต้องเดิน
เราได้ทำงานที่สาขาดาวน์ทาวน์  มันเป็นสาขาแรกในเมือง  และอยู่ในแหล่งที่เริ่ดหรูที่สุด
เท่าที่เรารู้ๆ ในเมืองนี้น่าจะมีประมาน 3 สาขา คือ downtown, superwalmart และสวนน้ำ

เราเจอเมเนเจอร์คนแรกของที่นี้ ชื่อ Mr-Travis กำลังยืนเช็ดโต๊ะ
ทราวิส เป็นเมเนเจอร์ร่างโต  หัวโล้นๆ ท่าทางใจดี(ม้าง) และแอบซีเรียสบ้าง
(*** ต่อมาทราวิสได้เลื่อนต่ำแหน่งเป็นผัวหลวงของฮันนี่บี)

เราทั้งหมด 6 คน ต้องแยกเป็น 2กะ คือ กะทิง กับ กะเทย  ...ม่ะช่าย!!
สรุป....เอฟ แตง ผึ้ง กะเช้า  และที่เหลือ จีส นัท เคี๊ยง เป็นกะเย็น
วันนี้เอฟยังไม่เล่าถึงชีวิตการทำงานอันแสนโหดร้ายทารุณ  แต่จะมาเสนอเรื่องอื่น
เพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยให้แก่ท่านผู้อ่าน  เอฟจะมารีวิวอาหาร หาร หารรรร

Wendy's ร้านแฮมเบอร์เกอร์ดั้งเดิมตราเด็กเปียผมแดงหน้าตกกระ
เป็นร้านฟาส์ตฟู๊ดที่มีชื่อเสียงและมีสาขาเยอะมากในอเมริกา
ทั้งๆที่รสชาติอร่อย  ของกินหลากหลายกว่าแบรนด์อื่น  แต่...Wendy's
ดันไม่เป็นที่นิยมภายนอกซะงั้น  เห็นว่าไปเปิดสาขาที่เปรู  ที่ก้อขายไม่ดี
ต่างกับ Mc ที่มีสาขาบานตะไท  หรือเบอร์เกอร์คิงส์ (อร่อยเหมือนกาน)
เพราะงั้นถ้าอยากกินเวนดี้แบบง่ายๆให้ไปเมกาก้อแล้วกาน  ฮ่าๆๆๆ

เอาภาพรวมมาให้ดูก่อนนะค่ะ  น่ากินชิม่ะๆๆๆๆ  จิงๆมีเยอะกว่านี้น๊า

เมนูดั้งเดิมสุดคลาสสิกมาแล้วจ้า  แต่เราจะมีชื่อเรียกแยกตามชั้นของเนื้อเนอะ
singer, double, triple ทั้งหมดนี้เป็นคลาสสิกเบอร์เกอร์จ้า  ดูภาพกันเองเนอะว่าใส่อารัยบ้าง
แต่ถ้าใครอยากได้สูตรให้ถามนะ  ฮันนีบีจะเป็นคนตอบ  ฮ่าๆๆๆ
สิ่งที่เราแตกต่าง  คือ เนื้อค่ะ  เนื้อเราจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมเนอะ  ไม่ใช่วงกลม
แถมเราทุกคนต้องกินเจ้าพวกนี้ทุกวัน  คนไม่ทานเนื้ออย่างเราๆ ก้อต้องจำยอม  กินโลดด

สำหรับคนรักการไม่ทานผัก   ฮ่าๆๆๆ  เนื้อมาแน่นๆพร้อมเบคอน
Baconator คือเจ้าสิ่งนี้  รสชาติอร่อย น่าทาน  แต่ทานไม่หมด
อุุส่ายอมเสียเงินซื้อกันเลยที่เดี่ยว  เพราะความอยากกินแท้ๆ

ชิกเก้น!!! เรามีไก่ 3 แบบ กับสามสูตร คือ spicy ที่อร่อยแต่ไม่ค่อยเผ็ด  Grill ไก่ย่างร้อนๆ
และ homestyle ไก่ทอดบ้านๆนั้นเอง  นอกจากนี้ยังมีปลาค่ะ  แต่หมดโปรไปแล้ว

ที่เห็นมาเนี่ย  เราไม่ได้กินฟรีหรอกนะ ถ้าอยากกินต้องเสียตังค์คร๊าบบบบ
ของฟรีจะเป็นพวก value set ค๊าบ  เซตประหยัดสุดคุ้มนะเอง  แต่ละวันเรากินได้ 3$
ก็อิ่มบานแล้ว  แถมยังไม่การลักไก่ใส่ผิดให้กานตลอด  โฮะๆๆๆๆ ไซต์ใหญ่ขึ้น
สุดท้ายถ้าเราอยากซื้อกินเพิ่มล่ะก็  เรายังได้ส่วนลดอีก 50% ค่ะ  แต่จำกัดราคาของเนอะ

 เฟรนฟรายกะนักเก็ตเราก็มีเหมือนที่อื่นค่ะ  อร่อยเหมือนกัน  ที่สำคัญมี dipping sauce เยอะ



Frosty ไอติมปั่นโคดอร่อยที่ภูมิใจน้ำเสนอ ไม่ได้กินวันไหนเหมือนลงแดง
โฟรตตี้ที่นี้รสชาติเข้มข้นมากคร๊า  โดยเฉพาะรสช๊อกโกแลต  yummy!!
มีทั้งแบบเพียวๆ กับแบบ shake อร่อยทุกรส  ขอแนะนำ coffee toffee หร่อยๆ

อันนี้้เปงปีกไก่ทอด  ของใหม่ตอนเราจะกลับ  ไก่แบบเน้นๆเอามามิกซ์กะซอส
ฮิตที่สุดคงนี้ไม่พ้น asian style หรือน้ำจิ้มไก่บ้านเรา  ฮ่าๆๆๆ

สลัดแสนอร่อย  เมนูนี้มีมากมายให้เลือกกิน  แถมยังมีน้ำสลัดให้เลือกอีกบานนนนน
อร่อยสุดต้องเปง กริลล์ชิกเก็นค๊าบ หรือ Madarin chicken salad นะค๊า น้ำสลัดซาเซมิ โคดแล่ม
อร่อยไม่อร่อย  ให้ถามอาร์มมี่นะค๊า  ได้ข่าวว่ามาบริโภคบ่อย  ฮ่าๆๆๆ

Chilli  ชื่อมันบอกว่าพริก  สีก็แดงๆน่าจะเผ็ด   แต่ขอบอกว่า  ไม่เผ็ดเลย
มาวันแรกอยากกิงไอ้เจ้านี้มาก  เพราะเห็นคนเยอะแยะ  แต่พอได้ชิม "กูจะไม่แดกแล้ว"
เป็นอาหารที่ป้าแก่ลุงแก่สั่งทานเยอะมาก  หรือว่าเหมาะกับวัยนี้เท่านั้นว่ะ
แต่พอเวลาผ่านไปนานๆเข้า  เดือนที่ใกล้จะกลับ  เอฟดันเปงคนสั่งกินไอ้นี่บ่อยสุด
ดูแล้วคงมีแต่ช้านนี่แหล่ะที่ยังนั่งละเลียดกิน  คนอื่นเค้ายี้กานเปงแถว ฮ่าๆๆ



Go Wrap (โกเร็ป)  ของกินสุดโปรด  อร่อยๆๆ แบบนี้ที่ไทยก็ขายเนอะ  อร่อยเหมือนกาน
แต่ของเราอร่อยมาก  อิอิ  แป้งที่ห่อเรียก โทเทียส นะ  เป็นแป้งแบบแม็กซิกัน
อยู่ที่นี้เราไปกินอาหารแม็กซิกันบ่อยมาก  อร่อยๆๆๆๆ  พูดแล้วอยากกิน

ท้ายสุด Baked Potato มันฝรั่งอบร้อนๆกาน  มีให้เลือกหลายแบบเลย
ราดชีส โรยเบคอนกะบล็อกโคลี่  ใส่พริกไทยกะเนย  อืมๆๆๆๆ มีความสุข

ส่วนน้ำที่นี้จะเป็นรีฟิลหมดเลยค่ะ  หมดเมื่อไหร่ก็มาเติม  สาขาอื่นๆเค้าให้กดเองค่ะ
น้ำอัดลมมีหลายประเภทค่ะ  โค๊ก เป็ปซี่ ดร.เป๊ปเปอร์ เมาเท่นดิว  เลมอนเนด
กดกานเองแบบนี้ที่ไทยก็มีนะ  แต่เป็นที่ร้านซับเวย์นะจ้า  ลองดูๆๆ

พอแค่นี้ก่อนดีกว่า  ค่อยมาสาธยายวันหลังเนอะจ้า  จุ๊ฟๆ ม๊วฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

edit @ 27 Jan 2010 20:05:11 by Fw!ckeD

edit @ 28 Jan 2010 00:28:30 by Fw!ckeD

USA [4 Missouri, home sweet home]

posted on 23 Jan 2010 19:44 by fwicked  in OuterSpace

"Oh!! my Missouri "


"นิๆๆๆ  ผึ้ง  มองไปนอกหน้าต่างเร็วๆ  อย่าบอกเอฟนะว่านี่คือมิสซูรี่"
"O_______O  บ้านคนไปอยู่ไหนกานหมดดดดดดดดด"
เป็นจริงอันโหดร้ายยังคงตามหลอกหลอน  ขณะที่เครื่องบนลดระดับต่ำลงเรื่อยๆ
ทุ่งหญ้าสีทองกว้างใหญ่  ไร่นาต่างๆ โรงนา รถไถ ฝูงวัว แอ่งน้ำ  กองฟางกลมๆ
ไม่มีตึก  ไม่มีบ้านคน  ไม่มีรถขับผ่าน  ไม่มีความเจริญใดๆ   นี่มันๆๆๆอะไรกาน
"แก...ตกลงเราต้องมาอยู่บ้านนอกของเมืองนอกกานชิม่ะ  ฮ่าๆๆๆๆ"




ในที่สุดก็ถึงซะที  เราเดินทางกันยาวนานมากๆ  สภาพแต่ละคนแทบไม่ไหวจะมีชีวิต
ขณะที่เดินไปยังจุดรับสัมภาระ  เราก็ตั้งคำถามต่างๆนาๆกับสถานที่เบื้องหน้า
ชนบท.....แม้แต่สนามบินมันยังดูคันทรีเลย  ดูบ้านๆ เก่าๆแต่ก็เก๋ไปอีกแบบนะ
*** สนามบินแห่งนี้เป็นสนามบินเก่านะค่ะ  คนละที่กันกะของฮันนี่บี
แล้วเราจะไปกันยังไง  จนเพื่อนของเราบ้างคนโทรหาเจ้าหน้าที่ที่ค่อยดูแลเรา
ในท้ายที่สุดเค้าก็มารับเรา  นายคนนั้นชื่อ มาร์ซิน (Mr.Marcin)





มาร์ซินได้บอกเราว่า  "พวกเธอทำงานกันที่เมืองแบรนสันนะจ้า  ม่ะช่ายที่นี้"
เริ่ด....เรามาดูกานอีกทีดีกว่า  ว่าที่ไหนจะชนบทมากกว่ากัน  ฮ่าๆๆๆ
ระยะทางจากพอร์ตสปริงฟิลล์ไปแบรนสันใช้เวลาประมาน 2 ชั่วโมง
และเนื่องจากที่นั่งมานจำกัด เราแล้วต้องแบ่งกันไปคนละเที่ยว  ฮันนี่บีเทอห้ามทิ้งชั้นนะ
เราได้ออกก่อนเป็นพวกแรก  (เอฟ ผึ้ง จีส แตง เคี๊ยง....หมดยังว่ะ) ที่เหลือรอต่อไปน๊า
เนื่องจากเราคนน้อย  เราจึงต้องขนกระเป๋าไปให้ได้เยอะๆ  ทายซิ....ใครกระเป๋าใหญ่สุด?

สิ่งแรกที่ผิดหวังที่สุด คือ อากาศ...มันร้อน  ซานฟรานมันยังหนาวกว่านี้ตั้งเยอะ  โด่ๆๆ
มันคงผ่านหนาวมาแล้วแน่ๆ  สังเกตจากต้นไม้ที่ยังอยู่ในช่วงผลัดใบ  เกรียนๆทั้งน๊านน
ระหว่างทางที่ไปก้อมองบรรยากาศไปเรื่อยๆ  อืม....สวยงามใช่ได้  ว่างๆจะมาเดินเล่น
บ้านคน  ต้นไม้  ทุ่งหญ้า  ไร่นา  บ้านคน ต้นไม้  ทุ่งหญ้า......สลับไปสลับมาไม่ขาดสาย

จนกระทั้งเริ่มเข้าสู่แหล่งชุมชน....ว๊าวว  นั้นมานwallmart (ห้างเหมือนโลตัสบ้านเรา)
ว๊าววว  ไอ้นั้น ... ว๊าวว  ไอ้นี่  ความตื่นเต้นเริ่มขยับเข้ามาทีละนิดๆ ลามเลียไปทั่วตัวอย่างช้าๆ
ดูเหมือนว่าบ้านนอกของเรามันไม่ได้กันดารอย่างที่คิดๆซะแล้ว  ถึงจะเล็กแต่ก็ยิ่งใหญ่  วู๊ๆๆ


"Inn, Motel and Hotel"

เอี๊ยดดดดด  เสียงล้อรถบดถนน  มาร์ซินยังหาที่ลงให้พวกเราไม่ได้ซักที
จะปล่อยไว้ข้างทางก็กระไรอยู่  เพราะนี่มันแรงงานไทยไฮโซ  ม่ะใช่หมาใช่แมว
มาร์ซินยังคงพาเราเข้าโรงแรมนั้น  ออกม่านรูดนี้  Oop!! ม่ะช่ายแล้ว
จนในที่สุดก็มาถึง Branson Inn มาร์ซิสก็เปิดห้องแล้วปล่อยเราทิ้งไป
ก่อนไป  มาร์ซิสได้สั่งว่า  กลับมาจะจัดกานให้หมดทุกคน  แฮ่ๆๆๆ ล้อเล่น



จากการสำรวจและสังเกต  เราสรุปได้ว่าอเมริกาจะสร้างที่พักเป็นโมเท็ลเยอะมาก
คาดว่าคงเป็นเหมือนกันทุกที  เพราะประเทศมานใหญ่เกินไปล่ะม้าง  ไปไหนทีไกล๊ ไกล
โดยเฉพาะเมืองๆนี้  อาจเกือบถึงร้อย  เพราะมานสร้างติดๆกันตลอดถนน
คนส่วนใหญ่ที่มาอาศัยอยู่นอกจากจะพวกที่กำลังเดินทาง  ก็จะเป็นชนชั้นแรงงาน
เดาว่าค่าเช่าคงถูกกว่าไปเช่าบ้าน  หรือซื้อบ้านแน่ๆ  เราเลยได้เพื่อนบ้านเยอะแยะ



ลักษณะห้องเหมือนโรงแรม1-2ดาว มีเตียงคู่ โต๊ะเก้าอี้  ชั้นวางของ ทีวี
ตู้เย็น ไมโครเวฟ ฮีตเตอร์+แอร์ ที่สำคัญมีอ่างอาบน้ำขนาดหย่อนก้นให้พออุ่นๆ
โมเต็ลนี้ตั้งอยู่บนเนินมีวิวสวยงาม  แต่ห่างไกลความเจริญ
คิดกันในใจ  สงสัยเราคงได้อยู่ที่นี้แน่ๆ  ว่าแต่ว่า ""เวนดี้กูอยู่ไส!!!

3 ชั่วโมงกว่าๆผ่านไป  มาร์ซินและคณะก็มาถึงที่พัก  ดี๊ด๊าๆๆ  เหมือนไม่ได้เจอกันซะนาน
จากนั้นเราทุกคนก็ทำการกรอกเอกสารต่างๆของทาง Hospitarity เอเจนซี่ของเราที่เมกา
หลังจากเคร่งเครียดกับการสะกดภาษาปะกิดอยู่ไหน  มาร์ซินก็ทำเราเครียดหนักกว่าเดิม

"จ่ายค่าบ้านด้วยนะพวกเมิง  ห้ามเบี้ยว ห้ามหนี ห้ามตาย"  มาร์ซินเรียกเก็บตังค์อีกครั้ง
ค่าบ้านคนละ 300$ต่อเดือน แถมมัดจำอีก 100$  ต๊ายละ.....กูมีตังค์แค่ 700$
ยังไม่ทันได้ทำงานเลย  ความจนก็เรียกหาซะแล้ววว  เอฟจ๋า  มาทางนี้
ว่ากันตามจริง  ด้วยค่าเช่าขนาดนี้  ถ้าอยู่เมืองไทยเราคงได้พักห้องไฮโซแน่ๆ

"เฮ้ กายย  ที่นี้จะพาไปที่พักนะ  ขอให้พวกเมิงแบ่งกันเป็นสองกลุ่ม"
อ๊าวววว  เราไม่ได้พักที่นี้ด้วยกันหรอ  อุตส่าห์เข้าใจผิดมาตั้งนาน  หล๊าบบ!!
เราแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม  เพราะต้องแยกกันไปทำงานคนละสาขา
โอ๊วววว  ไม่น๊า  อุส่าฝ่าฝันมาด้วยกาน  จะมาพรากเราจากกานไม่ได้  เอฟไม่ย๊อม
"ผึ้ง มานี่"  ว่าแล้วก็รีบหนีบหัวเพื่อนสาวเอาไว้  เราจะไปพรากจากกานชิม่ะๆ
"นัท ต้องมาอยู่กะจีสนะ"  จีสออกคำสั่งกะไอ้นัทเพื่อนหนุ่มที่พกมาจากไทย
นัททำตาละห้อย เพราะอยากลงหลักปักฐานกะสาวๆอีกพวก  แต่ก็ต้องยอมตามใจจีส
"เราอยู่ด้วย" แตง หญิงสาวฉายเดี่ยว  แน่ล่ะ!! ก็เมิงอยากมาคนเดียวนิ๊

เป็นอันสรุป เอฟ ผึ้ง จีส แตง นัท และเคี๊ยง  เรามาร่วมทีมปฏิบัติการกันอีกครั้ง
ส่วนที่เหลือเค้าก็จากไป  เหลือทิ้งไว้เพียงความทรงจำ  นานๆถึงจะจ๊ะเอ๋กันซักที

มาร์ซิน หรือ "Mr.มะขิ่น" ชื่อใหม่แสนไฉไลที่เราช่วยกันตั้ง  ก็พาเราจากไป
ที่พักใหม่ของเราชื่อว่า "Good Shepherd Inn" ตั้งอยู่บน West Main Street
สภาพภายนอก....โทรมได้แรง
สภาพภายใน...อะเคร้ๆพอไหว  ห้องน้ำกว่าที่เก่า
สภาพแวดล้อม....แหล่งชุมชนน้อยๆ  แต่คนที่นี้น่ากลัวม๊ากกก (drugies and drunks)



หลังจากเช็คอินแล้วเราก็ได้ห้องมา 3 ห้อง คือ
402 จีส แตง : ห้องครัว คลังอาหาร และที่กินข้าว
403 เอฟ ผึ้ง : ห้องนั่งเล่น มีไว้เพื่อปาร์ตี้ กินเหล้า และรับแขก
404 นัท เคี๊ยง :ห้องเก็บของและฟิตเนต
**405 ?? : ห้องนอน ห้องส่วนตัว เขตรักษาความสะอาด (เจ้าของห้องยังไม่ปรากฎตัว)



ด้วยความเหนื่อยล้ามาทั้งวัน  วันนี้เราจะขอพักผ่อน  เพื่อที่พรุ่งนี้มะขิ่นจะมารับเราตั้งแต่เช้า
เพื่อพาเราไปยัง Wendy's สถานที่ใช้แรงงานแห่งใหม่ของพวกเรา

P.S.เด่วค่อยมาเล่าเรื่องเวนดี้ให้ฟังน๊า คืนนี้เอฟไม่ว่าง จะไปลัลล๊าสนใจป่าว!!!

edit @ 24 Jan 2010 13:45:47 by Fw!ckeD

edit @ 24 Jan 2010 15:09:53 by Fw!ckeD

edit @ 24 Jan 2010 18:30:22 by Fw!ckeD

USA [3 Little trip in San Francisco]

posted on 22 Jan 2010 13:45 by fwicked  in OuterSpace

 มาอัพอีกตอน  อัพเรื่อยๆ วันละนิดจิตแจ่มใส

"What to do in Sanfran"

แก!!! ลุงเวียดนามหายไปแล้ว   เอาไงดีว่ะ  ออกไปตามหาแกดีม่ะ
หลังจากการถกเถียงอย่างเคร่งเครียดเรื่องคุณลุงจากประเทศเพื่อนบ้าน

"เราว่าลุงแกคงเบื่อที่จะนั่งกะพวกเราแล้วล่ะ  แกเลยออกไปตามทางของแก
งั้นเราไปกันเถอะ  ออกไปเดินเล่นรอบๆที่นี้ดีกว่า   เผื่อจะเจอพวกนั้นด้วย"
(พวกนั้น : น้องๆอีก 4คนที่มาด้วยกัน  แต่หากันไม่เจอ)
"เมิงว่าแอร์กราวน์เค้าจะว่าเราป่าว  เค้าอุส่าเอาลุงมาฝากไว้"
คำตอบที่ได้หลังจากสบตากันสามที  ..............ช่างมันเถอะ!!!!

ว่าแล้วชายหญิงทั้งสี่ก็สละภาระอันหนักอึ่งออกไป  และพร้อมที่จะออกไปโบยบิน
มาจนกระทั่งเดี่ยวนี้พวกเรายังไม่รู้ว่าลุงเวียดนามหายไปไหน  น้ำใจงามจริงๆ

เราจะไปไหนกันดี  สนามบินแห่งนี้มันช่างใหญ่โตนัก  แถมเวลายังเหลืออีกบาน
เพราะเราต้องรอไฟล์ทไปดาลัสอีกเกือบครึ่งวัน  ออกไปเที่ยวข้างนอกดีกว่าม่ะ
หลังจากการวางแผนท่องเที่ยว  แต่เราคงไปไม่ถึง Golden gate เพราะไกลไป  เสียดายสุดๆ
สนามบินที่นี้เจ๋งดีว่ะ  มีรถไฟฟ้าวิ่งพาไปแต่ละTerminal ด้วย  หะแล่มจิงๆ

รถไฟที่นี้เค้าเรียก BART ค่ะ  เราทั้งสี่เลยมุ่งตรงไปยัง BART Station เพื่อขึ้นรถ
เราตงลงปลงใจไปลงที่สถานี Glen Park ซึ่งอยู่ห่างไปอีก 6 สถานี
น่าจะสวยนะแก  เพราะเป็นปาร์ค  คงมีที่เที่ยวเยอะแน่ๆ  โอเคร้ๆๆ  ลุยยยย
"แก  เค้าซื้อตั๋วกันยังไงว่ะ"  เวงแล้ว  ซื้อตั๋วรถไม่เป็น  ที่ขายตั๋วเป็นตู้หยอดคล้ายตู้น้ำอัดลม
"เด่วเราลองแอบมองฝรั่งคนนี้ดีกว่า ว่าเค้ากดยังไง"  ปฏิบัติการไทยมุงได้เริ่มขึ้นแล้ว
แบงค์กะบอยอาสาเสี่ยงตาย  กดตั๋วก่อน  แพงจังอ่าตั้ง 10$ แต่ก็ยอมแลกค่ะ  
กรี๊ดๆๆๆ เราคนไทยทำได้  หลังจากการกรี๊ดกร๊ากเล็กน้อย  เราก็ได้ตั๋วมาครอบครอง




รถมาแล้ว  เราทั้งสี่เลยพากันจับจองที่นั่ง  รถไฟเค้าน่านั่งดีเนอะ  เหมือนรถไฟฟ้าบ้านเราเร้ย
ขนาดที่รถไฟมุ่งหน้าไปยังสถานีต่าง  เราทุกคนต่างกันพาชื่นชมสถานที่ไปแล้ว
ระยะทางผ่านไปเรื่อยๆ  ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงที่ละน้อย  ค่ำซะแล้วหรอเนี่ย  เร็วจัง!!!
"ไกลแบบนี้นี่เอง  ราคาโดยสารมันเลยแพงนัก"   และแล้วก็ถึง Glen Park



ความรู้สึกแรกที่เห็น  นี่มันเชี่ยไรว่ะ  ควาามศิวิไลซ์ที่กูหวังไว้หายไปไหนหมดแล้ว
ตึกสวยๆ รถรางโดยสาร  อยู่ไหนค่ะเนี่ย  มองไปเห็นแต่ความมืดและก็มืดดดดดดดด
สถานีนี้มันดูเสื่อมๆโทรมๆเหมือนในหนังเวลามีอาชญกรรมเกิดขึ้นเร้ยยย  
แถมตอนออกมาจากสถานีตั๋วของผึ้งดันมีปัญหาการ์ดไม่ทำงานซะงั้น  เค้าเร้ยต้องมาเปิด
ประตูแมวเหมียวให้เข้ามา  เกือบไปแล้วม่ะล่ะแก  ได้ติดอยู่ที่นี้แน่ๆ

เอาว่ะ....ไหนๆก็อุส่ามาแล้ว  ออกไปเดินเล่นชมบ้านเมืองเค้าหน่อยเถอะ
บ้านคนอยู่ไหน บ้านคนอยู่ไหน  บ้านคนอยู่ไหนว่ะ  กูเดินมานานแล้วน๊าาาา
อากาศเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆๆ  หนาวไปแล้วค่ะ  เสื้อผ้าที่มีมันเริ่มไม่เพียงพอ  บรื๊อออออ
เจอบ้าน เจอตึกแล้วคร๊าบบบ  เดินชมๆๆ  ทำไมเค้าปิดร้านเร็วจัง  จะมืดไปไหนว่ะเนี่ย
แถมถนนก็เปลี่ยวๆ  มีแต่เด็กเกรียนวัยรุ่น ขี้เมา กะพวกโฮมเลท นี่มันอารัยกานนน
นี่ถ้าเรามีโอกาสมาตอนกลางวันมันคงจะไม่เปงแบบนี้ชิม่ะ  แล้วแบบนี้จะไปโทดคัยได้
โธ่!!! ซานฟานในฝัน  มันสลายไปไม่เหลือชิ้นดี  แพล๊งงงงงงงงงงงง





หลังจากที่เราทำการสำรวจตลาดมืดและบ้านร้างจนเป็นที่หน่ำใจ  มันถึงเวลากลับซะที
"เอ่อ...นี่เราออกมาไกลมากเลยนะ  จำได้มั้ยว่าสถานีรถไฟกลับทางไหน"  =___=
เคราะห์กระหน่ำอีก 1ชุด  เด็กน้อยทั้งสี่หลงทาง

แฮ่กๆๆๆ  หมดแรง  และแล้วเราก็มาถึงสถานีรถไฟด้วยสภาพร่างกายที่ย่ำแย่
ลองจินตนาการถึงภูมิประเทศของซานฟานที่เป็นเนินสลับไปมา  กับอากาศที่หนาวเย็น
ทริปนี่ดูไฮโซก็จริง  แต่ชีวิตจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น  เกือบหมดลมตายข้างทางไปแล้ว
นั่งรถไฟกลับไปแอร์พอร์ตอีกครั้ง  และแน่นอนว่าฮันนี่บีไม่สามารถผ่านทางได้เหมือนคนปกติ
ขณะนั่งรถไฟกลับไป  เราต่างจ้องมองกันละกัน  พร้อมกับปฏิญาณตนว่า.....
หากพวกนั้นถามว่าเที่ยวซานฟานสนุกมั้ย  ให้ตอบว่า "สนุกมาก" T__________T




"Dallas - Springfield"

"เฮ้...ทางนี่ๆๆ หายไปไหนกันมา  หนูตามหาตั้งนาน"  เสียงแง่วๆของจีสตั้งคำถาม
"อ่อ  ออกไปชมซานฟานมาจ้า  นั่งรถไฟไปเที่ยวกัน"  ^_____^
"เปงไงบ้าง  สนุกมั้ย ไปเที่ยวไม่ชวนกันเลย"
"ซา-หนุก-จ้า"  =____________=



เมื่อร่วมทีมได้ครบตามจำนวนแล้ว  แรงงานทั้งแปดก็มุ่งตรงไปยังที่หมาะที่ควร
โดยอาศัยรถไฟฟ้าภายในสนามบินนี่แหล่ะ  เพราะว่าไม่ไหวจะเดินแล้ววว
การเดินทางไปยังดาลัสของรัฐเท็กซัส  ไปโดยเครื่องบินภายในประเทศสัญชาติอเมริกัน
นั้นคือ....American Airline  การเดินทางเที่ยวนี้สร้างความตื่นเต้นเหมือนเดิม
เครื่องบินลำเล็กๆเก่าๆ  กะแอร์แก่ๆก้นใหญ่ๆ  ว้าว........นี่หรือคือแอร์อเมริกา
หากใครได้มาขึ้นเครื่องที่นี้  ความฝันจะเป็นนางฟ้าบนเครื่องบินมีอันสลายแน่  ฮ่าๆๆๆ
แถมตลอดระยะเวลา 2-3ชั่วโมงที่บิน  ก็สามารถทำให้กูหูอื้อได้ตลอดเวลา...เวงๆๆ



ตั้งแต่แรกที่รู้ว่าต้องมาต่อเครื่องที่ดาลัส  อิช้านยังไม่รู้เลยว่ามานอยู่ส่วนไหนของประเทศ
จนมาถึงสนามบิน  ผ่านร้านขายของที่ระลึก  คาวบอย   เข็มกลัดนายอำเภอ
เท็กซัส....ชัวร์ป๊าบบบบ  โอ๊ว!!! นี่เราได้มาเท็กซัสด้วยหรอเนี่ย  ถึงจะอยู่แค่ในนี้
แต่ก้อจะคิดซะว่ามาเท็กซัสแล้วล่ะกานเน๊อะ  โฮะ โฮะ โฮะ

อาหารมื้อแรกที่เสียตังซื้อที่นี้คือ มัฟฟินที่ Mc Donalds (ที่นี้เค้าไม่มีเบอเกอร์ขายอ่า)
กินไปคำแรก......เอาห้าดอลล่าห์กูคืนมา  พูดได้เต็มปาก  Mcที่นี้ไม่อร่อยเร้ยวุ๊ยยย
สู้ฟักทองกรอบของกูก้อไม่ได้  อร๊อยอร่อย  ฝรั่งมานยังมองตากานเยิ้มเร้ย   อิอิ
มันคงคิดกานในใจ  อิพวกแรงงานกลุ่มนี้มานแดร๊กอารัยกานหว่า  แพ็กเก็ตจิ่งหรูหรามาก



นั่งรอเครื่องอยู่ที่หน้าเกทรอเวลาไปสปริงฟิลล์  วิ๊วๆๆ  ชอบชื่อเมืองนี้มากเร้ยอ่าจอร์จ
แบบว่าชอบ The Simpson family มานาน (ไอ้ตัวเหลืองๆหน้าตากวนตีนอ่า)
ในการ์ตูนมาอยู่ในเมืองชื่อสปริงฟิลล์ซะด้วย  แหะๆๆ  เมื่องเดี่ยวกานป่าวน๊า   ฝันต่อไป..
ที่สนามบินแห่งนี้เป็นการพบปะคนไทยครั้งยิ่งใหญ่  เพราะเด็กที่มาเวิร์กส่วนใหญ่ที่ทำงาน
ตอนกลางหรือฝั่งตะวันออกจะต้องมาต่อเครื่องกันที่นี้  ปีนี้มีเด็กมาเวิร์กเยอะมากเลย 

ถึงเวลาไปสปริงฟิลล์แล้ว  สายการบินเดิม  แอร์ก็ยังอ้วนแก่เหมือนเดิม
ไฟล์ทนี่เราได้เพื่อนเพิ่มมาอีกสามคน  ซึ่งไปทำงานเวนดี้ที่มิซซูรีเหมือนเรา
หนึ่ง(เกือบ)หนุ่มและสองสาวสุดเดิ้น ไตเติ้ล ก้อย และนีน่า เด็กปี4จากหอการค้าไทย

ขณะเครื่องกำลังร่อนลง  ตาก้อมองไปที่พื้นด้านล่าง  โอ๊ว โนนนน  ไม่อาวววววววววว
มันต้องไม่เป็นแบบนี้  นี่คงไม่ใช่มิซซูรีช่ายม่ะ  ที่นี้มานไม่ช่ายยยยยยยยยยยยยยย

ป.ล. ข้างล่างมานเปงยังไงกันน๊า  เอาไว้มาต่อกานบล็อกหน้าเน๊อะ

USA [2 First Time to America]

posted on 21 Jan 2010 17:12 by fwicked  in OuterSpace

มาต่อกันเลยดีกว่า  กับตอนที่สองของการตะลอนทัวร์

"Next station Taipei"

มาพูดถึงเที่ยวบินกันบ้างดีกว่า  เราขึ้นเครื่องลงเครื่องกันสนุกมากค่ะ
สต็อป 3 ครั้ง  ต่อเครื่องอีก 4 ลำ  แหมๆๆ คุ้มค่าการเดินทางจิงๆ

ขาไป        กรุงเทพ - ไทเป - ซานฟาน - ดาลัส - สปริงฟิลล์
ขากลับ     สปริงฟิลล์ - ดาลัส - แอลเอ - ไทเป - กรุงเทพ



ขากลับเราเลือกสต็อปเที่ยวที่แอลเอประมาน 3 วันค่ะ  แต่มันก็เปงเพียงความฝันไปแล้ว
เรื่องนี้ค่อยมาขยายที่หลังนะ  ว่าเราต้องโดนอารัยกันมากบ้าง บอกได้คำเดียว สุโค่ยๆๆ

ถึงไทเปในเวลาตอนเย็นๆ พระอาทิตย์กำลังตกพอดี  ท้องฟ้าที่ก็สวยเหมือนกันนะ
เราออกจากไทยตอนประมานเที่ยงๆ ใช้เวลาเดินทางประมาน 4 ชั่วโมง  
เครื่องก็เริ่มลงจอดเป็นครั้งแรก  วู๊ๆๆ ไต้หวั่นประเทศแรกของเราที่ได้มาเหยียบย่าง
สนามบินไทเปเค้าก็เก๋ไก๋ใช่ย่อยนะค่ะ  ถึงสุวรรณภูมิบ้านเราจะบอกว่าใหญ่นักใหญ่หนา
เอฟคิดว่า  มานดูเหมือนสนามบินที่ยังสร้างไม่เสร็จยังไงยังงั้น  ไม่สวยเอาซะเร้ย
ดูดีแค่ภายนอกอ่า  ส่วนของไต้หวั่นนี่เค้ามีมุมน่ารักๆเยอะอ่า  เน้นๆเลยก็คิตตี้
สงสัยจริงๆ  เค้าชอบกันมากขนาดนั้นเลยหรอ  แต่ก็ดูน่ารักไปอีกแบบนะ





เราใช้เวลาเดินเล่นที่ duty free เพื่อฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ  ดูนั้นดูนี่ไปเรื่อย
เพื่อนเราบ้างคนก็เอาเวลาไปสรรหาฟรีอินเตอร์เน็ตเล่น  ไอ้เราก็เดินไปเดินมา
เนื่องจากอีกเกือบ 2 ชั่วโมง  เครื่องไปซานฟานถึงจะออก  จะทำอะไรได้นอกจากรอ ร๊อ รอ
อยากออกไปเที่ยวข้างนอกจัง  แต่ติดที่ว่าไต้หวั่นต้องขอวีซ่าค่ะ  อดไปตามระเบียบ
** เพิ่งรู้ว่า คนที่มีวีซ่าอเมริกา  สามารถใช้ผ่านเข้าไต้หวั่นได้  โอ๊ว!!แม่เจ้า  กูพลาดไปซะงั้น



ส่วนพวกเราชาวแก็งค์แรงงานไทย  ตอนนี้ซี้กันอย่างรวดเร็ว  ว่ะๆๆๆ
สนิทกันง่ายมากจริงๆ  พูดมากกันตลอดเวลา  ฮ่าๆๆ สนุกดี

พระอาทิตย์เริ่มลาลับขอบฟ้าไป  ความมืดเริ่มเข้ามาปกคลุมเรื่อยๆ
ท้องเริ่มร้องอีกครั้ง  แต่เราไม่กิน  เพราะรู้ว่าขึ้นเครื่องปุ๊บเด่วพี่แอร์ก็เสิร์ฟปั๊บ
บะบายไทเป  เราคงต้องอำลาที่นี้ไปอีกครั้ง  เราจะไม่ลืมเทอเลย  หึหึ

"First Time to America"

งุงงิง งุงงิง  เสียงเม้าส์เริ่มจากหายไป  เพราะคุณเพื่อนเข้าภวังค์ไปแล้ว
ส่วนตัวอิช้านมันมนุษย์กลางคืนจะให้หลับตานอนมันทำไม่ค่อยได้
มันเลยทำได้แค่  หาหนังดู  เล่นsudoku มองท้องฟ้า  วนไปวนมาอยู่แค่นี้
เที่ยวบินนี้ได้สองที่นั่งข้างหน้าต่าง  เครื่องบิน EVA อีกครั้ง  แล่มๆๆ
มองออกไปนอกหน้าต่าง  ทำไมมันมืดได้ขนาดนี้นะ  ท้องฟ้าก็มืดแต่มีดาว
มหาสมุทรแปซิปิกข้างล่างก็ช่างกว้างใหญ่  แต่ยังพอมีแสงเล็กๆของเรือที่ลอยลำอยู่



ท้องฟ้าได้สว่างไปแล้ว  เวลาถอยหลังได้  จริงๆมันต้องเพิ่งเช้าๆม่ะช่ายหรอ
ไงแดดมานแรงแบบนี้  แต่เอ๊ะ....มีเกล็ดน้ำแข็งเล็กๆเกาะตามหนัาต่างด้วย
โอ๊ะๆๆ ข้างนอกมันต้องอากาศหนาวแน่ๆ  ปลื้มใจๆๆ ประเทศไทยร้อนมาก
แอร์สาวคนสวยเริ่มแจกจ่ายอาหารอีกครั้ง  มื้อนี้เลือกเป็นออมเล็ทดีกว่า
จากการบินข้ามมหาสมุทรที่กว้างใหญ่  ในที่สุด.....มองเห็นแผ่นดินแล้ว
อเมริกาจ้า  เอฟมาแล้วจ้า  ตื่นเต้นๆๆๆ  จะถึงแล้วหรอเนี่ย  เมื่อยก้นมากๆ

มองออกไปข้างนอกอีกครั้งเพื่อสำรวจภูมิประเทศ  อ๊า!! แคลิฟอร์เนีย
รัฐใหญ่ติดทะเล  อดีตเหมืองทองคำ แถมมีเมืองดังๆอีกเพียบ  ว๊าวววๆ
ช้านอยากไปเดินเฉิดฉายย่าน Beverly Hill  ไปหาพี่มิกกี้ที่ Disneyland
มองไปอีกด้าน  เพื่อนกูหลับอีกแล้ว  เห้อๆๆ แกตื่นมาตื่นเต้นเป็นเพื่อนช้านหน่อยดิ



GPRS บนหน้าจอบอกว่าขณะเราเข้าสู่ซานฟานซิสโกแล้ว  เจ๋งๆๆๆ
โคดชอบเมืองนี้เลย  ดูในรูปมานาน  สวยและคลาสสิกสุดๆ
บ้านที่เรียงกันไปตามเนินเข้า  กลางถนนมีรถรางสีแดงวิ่งผ่าน  วู๊ๆๆ
เอ๊ะๆๆ นั้นมัน "สะพานโกลเด้นเกท" นี่หว่า  สะพานแขวนสีแดงที่ยาวที่สุด
อิผึ้ง wake up  มาดู Golden gate แร้ววววว  ตื่นๆๆๆๆๆ

เครื่องบนเริ่มลดระดับต่ำลงและ langing ลงอย่างช้าๆๆ
พี่กัปตันขา  ขับนุ่มมากเร้ย จอดได้เนียบ  ไฟล์ทนี่ยาวนานตั้ง 11ชั่วโมง
เด่วหนูให้ติ๊ปเป็นหอมแก้มสองทีล่ะกานน๊า  ม๊วฟฟฟฟฟฟ

"Welcome to America"

ความตื่นเต้นที่สุดของสนามบินแห่งนี้คงหนีไม่พ้น Immigration หรือต.ม.บ้านเรา
หัวใจงี้เต้นตึกตักๆ  ถ้ากูผ่านจุดนี่ไม่ได้กูอาจโดนส่งกลับไทยชิม่ะ  Oh!! my buddha
แม่ง!! ทำไมตม.ที่นี้หน้าโหดงี้ว่ะ  แค่เห็นก็เริ่มสยองขวัญแล้ว  ภาษาอังกฤษกูยิ่งเริ่ดๆด้วย
ใจดีสู้เสือ  กรอกใบเข้าเมืองเสร็จก็เดินอย่างสง่างามไปยังจุดตรวจ
ตม. :  "มาทำไม  ทำอะไร อยู่นานมั้ย  เคยมาอเมริกาอ่าป่าว สาดดดด"  ถามมา
นส.เอฟ : "เอ่อ  อ๊า  เอออออ....@#$GH%^T%R%%R#EDGE " ตอบไปโง่ๆ

ตม. :  "เอาอาหารอารัยพกมาป่าว?"  เอาเข้าไป  ในใจเริ่มคิดหาตัวช่วย
ทำไงดีว่ะ  ในกระเป๋ากูมีฟักทองทอดกรอบของฝากจากเพชรบุรี  ซวยแล้วกู  เค้าเรียกว่าไรว่ะ
ตม. : เริ่มเปิดกระเป๋าผ้าใบสีดำ  นี่มานอารัย What da fuck mannn?

มันเห็นฟักทองกูแล้ว  เอาไงดีๆๆๆ  กรี๊ดดดดดดดด
นส.เอฟ : "This is Pumpkin crispy" ยืดอก พกถุง(ขนม) ตอบมันไป
ตม. : O________o  "Welcome to America"

เฮ๊อออ...และแล้วก็ผ่านตม.มาได้  ในที่สุดเอฟก็มาถึงแล้ว  เย้ๆๆๆ ผึ้งก็ออกมาแล้ว  
ส่วนน้องๆยังติดอยู่ที่ตม.ไม่ไปไหน  นานไปแล้วนะ  ทำไมยังไม่ออกมาซะทีนะ  เข้าไปดูก็ไม่ได้
ตัดสินใจ  ไปเอากระเป๋าก่อนดีกว่า  แล้วเราค่อยไปเจอกันที่หลังตอนเช็กอินนะจ้า

หลังจากการถามทางพักใหญ่ในที่สุดเราก็หาเคาท์เตอร์ American Airline เจอ
อ๊า  นั้นไง  ฟอร์มพนักงานสีน้ำเงิน  ลุยเลยดีกว่า  สองสาวกับสัมภาระที่ใหญ่กว่าสองเท่า
ก็ทำการเช็กอินออกตั๋วแถวบินไปดาลัสและโหลดกระเป๋าเป็นที่เรียมเร่

ระหว่างนั่งรอค่อยการมาของเพื่อนๆ
"ผึ้ง  ถ้าเราเดินผ่านประตูนี่ไป  ข้างนอกก็เป็นอเมริกาแล้วนะ ว้าวว"
พูดปุ๊บ ก็รีบลุกปั๊บ  เด่วมานะ  ขอไปหายใจข้างนอกหน่อย  ฮ่าๆๆๆ
รอไปได้ซักพัก  ก็มีพนักงานคนหนึ่งพาลุงชาวเอเชียมาด้วย
ลุงคนนี้เป็นชาวเวียดนาม  และจะไปดาลัสเหมือนเรา  ที่สำคัญแกพูดอังกฤษไม่ค่อยได้
ซวยเร้ยที่นี้  จะไปไหนก็ไม่ได้  ติดที่ลุงเวียดนามคนเดียว  เวงกำๆๆ
เรานั่งรอกันนานมากๆ  แต่ไม่มีคัยตามมาเลยนอกจากบอยกับแบงค์
ซักจะนานไปแล้วน๊า  เอาไงดีหว่า  ที่สำคัญ..ลุงเวียดนามหายไปแล้วววว

 
"What to do in San Fransico"

edit @ 21 Jan 2010 18:06:33 by Fw!ckeD

edit @ 21 Jan 2010 18:13:03 by Fw!ckeD

USA [1 Welcome to Suwannabhumi]

posted on 20 Jan 2010 13:33 by fwicked  in OuterSpace
ประสบการณ์ Work n' travel ที่อเมริกา  ถึงแม้เวลาจะผ่านมาเกือบ 1 ปี

แต่ทุกอย่างที่นั้นยังคงเป็นความฝันและความทรงจำที่สดใสเสมอ

"First day"

หลังจากใช้เวลาเกือบ 3 วันในการกวาดข้าวของลงกระเป๋า  ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง
วันที่ 6 มีนาคม  2551....วันเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหญ่
ครั้งแรกที่ได้ทำวีซ่า  ครั้งแรกที่มีใบรับรองประวัติอาชญกรรม
ครั้งแรกของการไปสนามบินสุวรรณภูมิ  ครั้งแรกที่ได้ขึ้นเครื่องบิน (ดูบ้านน๊อก บ้านนอก)
แถมยังเป็นสายการบินระหว่างประเทศที่ต้องใช้เดินทางไปอีกซีกโลก 



ตื่นเต้นไปหมด  ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวดูหมุนๆงงๆ  ระหว่างทางที่เดินไปยังจุดนัดพบในสนามบิน
พ่อกับแม่ก็ยังพากันงงๆว่ามานจะไปต่อทางดี  จนในที่สุดก็เจอ...โล่ง!!
นั่งรอไม่นานผึ้ง  เพื่อนสาวที่จะไปร่วมชะตากรรมด้วยกันก็มา  มาซะทีนะแก..

ณ จุดที่ยืนอยู่มองออกเลยว่าใครอีกบ้างที่จะไปผจญภัยกับเรา  อืมๆๆหลายคนซะด้วย
แต่ละคนยังพากันยืนคุยกับพ่อแม่ญาติพี่น้องตัวเอง  แต่ก็มีแอบเหลือบๆมองกันบ้าง
ถึงเวลาเช็กอินก็พาตัวเองและกระเป๋า2ใบเบิ้มไปโหลด  ปล่อยให้รอตั้งนานนะย่ะ
"น้ำหนักเกินค่ะ"  เสียงแอร์กราวน์บอกกลับมา  เห้ย..ว่าแล้วต้องเกินก็ดันพกของมาซะเยอะ
เสียงแม่เริ่มบ่น  แว๊ดๆๆๆ เจ๊ดๆๆ เป็นระยะ  ไม่รุ้มันจะพกอะไรมากนักหนาอิลูกคนนี้
หลังจากเริ่มระอากับเสียงแม่  เลยหาตัวช่วย....ผึ้ง!! เค้าฝากของหน่อยนะ  น้ำหนักเกินว่ะ
สุดท้ายก็ผ่านไปได้ซะที  เลยรีบวิ่งเอาตังค์ไปแลก  แม่ให้พ็อกเก็ตมันนี่มา 25000 บาท
แลกได้ประมาน 750$ (1$ = 34 bath)  ว้า...แค่นี้เองหรอแม่  ฮ่าๆๆ

เสียงประกาศเรียกผู้โดยสารขาระหว่างประเทศเข้าดังมาเป็นระยะ  ไปๆๆไปกันดีกว่า
ก่อนออกเดินทางพี่ๆเค้าขอถ่ายรูปรวมกันหน่อย  เราเลยมายืนเกาะกลุ่มกันถ่ายรูป
ทั้งๆที่ไม่รุ้ว่าใครเป็นคัย  เหมือนดารากันเลยที่เดี่ยวมีคนมามุงถ่ายรูปเป็นสิบคน  ฮ่าๆๆ
ถึงเวลาแต่ละคนก็ยืนร่ำลากับครอบครัว  บ้างโอบกอด ยิ้ม หัวเราะ และร้องไห้ไปต่างๆกัน
"ไปก่อนนะค่ะพ่อ ไปแล้วนะค่ะแม่ บายว่ะอั้ม ไปนะอุ้ม" นี่คำร่ำลาก่อนการเดินทาง
แต่ขณะเดี่ยวกันนั้นแม่ก็ดึงตัวไปกอดและจูบ "เห้ย!! แม่ ทำอารัยอ่า"  คือ...กูอาย
แม่ยิ้ม พร้อมกับพูดว่า "เวลาคนไปต่างประเทศเค้าต้องทำกันแบบนี้แหล่ะ"
เอาเข้าไปแม่กู....เลยต้องตามนั้นกอดหอมกันตามธรรมเนียม  จุ๊ฟๆจ๊วฟๆ ม๊วฟกระจาย
คิดในใจ...ที่กูไปเที่ยวลาวไปเวียดนาม  ไม่เห็นมีคนมาจูบส่งกูที่หัวลำโพงเร้ยยย  ฮ่าาา

"ผู้โดยสารขาเข้า"....เดินเข้าตรงนี้ไปก็เหมือนจะไม่ใช้ประเทศไทยแล้วซินะ
หันหลังกลับอีกครั้ง  บ๊ายบายค่ะทุกคน  อีกสี่เดือนเจอกันน๊า

ผ่านจุดตรวจหนังสือเดินทาง ตรวจวีซ่ากันเรียบแล้ว  ไปกันเถอะผึ้ง  GO! GO! GO!

 
"New Friends"

 

^__________________________^
ยิ้มมาแต่ไกล 1 กลุ่มใหญ่  อะไรว่ะนั้น!!!
อ่ะ  ไอ้พวกที่ถ่ายรูปกันเมื่อกี้นี่หว่า  แหมๆๆมายืนดักกันเร้ยน๊า

เอาไงดีว่ะ  ผึ้งยังติดอยู่ที่ ตม. จะรอผึ้งดี  หรือเข้าไปก่อนดีน๊า   ฮืมๆๆไปเร้ยล่ะกาน
"หวัดดีค่ะ!!! เราชื่อเอฟน๊า  ส่วนเพื่อนที่มาด้วยชื่อผึ้ง" กำลังคนน้อยกว่าขอชิงแนะนำตัวก่อน
หลังจากการแนะนำรอบผ่านไปสามสี่รอบ  เราก็ได้เพื่อนผู้ร่วมอุดมการณ์ คือ.....
จีส นัท บอย เด็กการโรงแรม ม.หอการค้า  แตง เด็กบัญชีจากมช.  เคี๊ยงวิศวะมหิดล 
แบงค์เภสัชจากม.รังสิต  และท้ายสุดผึ้งกะเอฟสองเด็กใต้จากมอ.ภูเก็ต ค๊าบท๊านน

และไปๆมาๆ เราสองคนดันพี่ใหญ่สุด แต่เป็นเจ้ใหญ่ที่ไม่อยากและไม่ยอมแก่
เราเลยให้น้องๆเรียกชื่อเราได้เลย  ไม่ต้องมีคำว่าพี่มานำหน้า  เอาเข้าไปค่ะ  เอฟๆ ผึ้งๆ
เหตุผลที่ใช้>>> เราจะได้สนิทสนมกันง่ายขึ้น  ฮิฮิ

เมื่อรู้จักหน้าค่าตากันดีแล้ว  พวกเราทั้งก้อน  เอ๊ย กลุ่ม  ก็มุ่งหน้าไปยังเกทเพื่อรอขึ้นเครื่องกาน
สายการบินที่ทางบริษัทจองให้เป็นของ EVA Airlane สายการบินสีเขียวของไต้หวัน
ราคาค่าโดยสารอยู่ที่ประมาน 55000 บาท  เพราะเราไปอเมริกาตอนกลาง ตั๋ว 6 เดือน
แรกๆเราเรียกสายการบินนี่ว่าอีว่าแอร์  โธ่เด็กน้อย  โง๊โง่  เค้าชื่ออีวีเอ ตามตัวย่ะ
ไม่รู้ย่อมาจากอารัย  แต่จิงๆคนเค้าเรียกอีว่าเยอะนะ  เพราะงั้นเราจึงไม่ผิด
ด้วยเพราะว่าบ้านนอกเคยนั่งแต่สองแถว  เลยไม่รู้หรอกนะว่ามันต่างจากสายการบินอื่นยังไง
เท่าที่รู้  ที่นั่งโอเคถึงจะเป็นแค่ชั้น Economy class ดูหนังฟังเพลงเล่นเกมส์ได้
อาหารอร่อยดีถึงจะจืดๆเลี่ยนๆ  แต่ก็กินหมดตลอด (ขนมปังอบอร่อย)
ชอบภาชนะที่ใส่มาก  สีเขียวสวยดี  อยากจิ๊กมันทั้งเซตเร้ย  แง่มๆๆ

ท้ายสุด....แอร์สวยโฮกกกก  มีแอร์ชาวไทยด้วย  น่ารักมาก  สวยๆๆ 
แต่แอร์เราไม่ได้คิตตี้แบบในรูปนะ  อันนี้แล้วแต่ว่าลำไหนเป็นแบบคิตตี้ 
ซึ่งแน่นอนว่า......เราไม่ไ้ด้นั่ง  เราแค่เอามาให้ดูเฉยๆ

 

เริ่มลำแรกได้นั่งแถวกลางขนาบข้างด้วยผึ้งและเคี้ยง  อดถ่ายรูปไทยแลนด์เร้ย
แรกเริ่มของการขึ้นเครื่อง หาที่นั่งของคุณให้เจอ อย่ามั่วนั่งที่คนอื่นนะค่ะ
ขั้นสองฝึกทักษะการฟังภาษาอังกฤษด้วยการฟังข้อปฎิบัติ บลาๆๆๆ
ขั้นที่สามปิดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์  พร้อมหาหมากฝรั่งเคี้ยวเพื่อนกันอาการหูอื้อ
สุดท้าย ทำใจให้พร้อมเพื่อที่จะดื่มด่ำกับกานทะยานสู่ฟ้า

หันไปมองหน้าต่างอีกครั้ง พร้อมคิดในใจว่า "ลาก่อนไทยแลนด์ อีกสี่เดือนค่อยพบกัน"

ป.ล. ยาวไปแล้ว  เด่วเอาไว้อัพบล็อกหน้าบ้าง

edit @ 20 Jan 2010 16:30:36 by Fw!ckeD

edit @ 21 Jan 2010 10:48:23 by Fw!ckeD